FAQs

การยื่นเอกสารเดือนที่เลิศและดีที่สุดคือตั้งแต่เดือน ตุลาคม ก่อนปีที่จะไปเรียน เป็นช่วงที่ดีมากที่สุด ยกตัวอย่าง หากต้องการไปเรียนปี 2017 ตั้งแต่เดือนตุลาคมของ ปี 2016 ควรเริ่มยื่นใบสมัครได้แล้ว เนื่องจากมหาลัย หลาย ๆ ที่เริ่มเปิดระบบ Admission และเริ่มทำใบสมัครของปีถัดไปทันที เคล็ดลับดี ๆ การยื่นใบสมัครแต่เนิ่น ๆ มีผลต่อการได้ออฟเฟอร์ เนื่องจากบางคณะมีความต้องการสูง หากรอที่นั่งนั้นอาจจะเต็ม และมหาลัยอาจจะไม่สามารถพิจารณาเพิ่มได้ เนื่องจากหลักสูตรนั้นมีจำนวนนักเรียนเต็มอัตราแล้ว ต้องรอถัดไปเป็นปีการศึกษาหน้า เพราะฉนั้นไม่ควรรอจนวินาทีสุดท้าย ถึงแม้อาจจะมีเกรดเฉลี่ยที่สูง แต่ไม่สามารถได้ออฟเฟอร์ได้เนื่องจากที่นั่งเต็มนั่นเอง ไม่ใช่นักเรียนไม่เก่งนะ แต่พลาดในเรื่องความไวนั้นเอง

เอกสารที่ยื่นต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นมีดังต่อไปนี้

  1. Transcript
  2. Certificate
  3. CV/Resume
  4. Recommendation letters จากอาจารย์ หรือ หากทำงานแล้ว 1 ฉบับอาจจะมาจากที่ทำงาน สำคัญเอกสารต้องออกจากหัวจดหมายของมหาลัยเท่านั้น หรือ หัวจดหมายบริษัท (Headed paper) ต้องมี ชื่อ ที่อยู่ อีเมล์ ชัดเจนสำหรับให้มหาลัยติดต่อกลับได้ มหาลัยบางที่ไม่รับอีเมล์ส่วนตัวเช่น Hotmail or gmail  ต้องเป็นอีเมล์แบบทางการจากที่ทำงานหรือมหาลัย เช่น @abc.ac.th อย่างไรก็ดีในบางที่ต้องการตัวจริงปิดผนึกส่งตรงไปยังฝ่ายแอดมิดชั่น ดังนั้นนักเรียนจำเป็นที่ต้องส่งตัวจริงไปยังที่อยู่ที่ระบุตามเงื่อนไขของแต่ละมหาลัย
  5. Personal Statement/SOP ประมาณ 300-500 คำ ดูโครงสร้างของการเขียนได้ที่ลิงค์ ________
  6. A copy of your passport

จริง ๆ นักเรียนที่ยังไม่ได้ผลคะแนนสอบไอเอล ยังไม่จำเป็นต้องมีก็สามารถยื่นใบสมัครได้ เนื่องจากมหาลัยจะพิจารณาจากเกรดเฉลี่ยรวมถึงประสบการณ์การทำงานถ้ามีก่อน ส่วนในเรื่องของภาษานั้น ส่วนใหญ่สามารถยื่นตามหลังได้ อย่างไรก็ดี ให้ดูเงื่อนไขของแต่ละที่ หรือปรึกษาตัวแทนก่อน เนื่องจากบางที่ยังต้องการผลสอบไอเอลด้วยเช่นกันในการพิจารณาเบื้องต้น หากมหาลัยรับนักเรียนจะได้ออฟเฟอร์ที่เรียกว่า conditional offer หมายความว่า ตอบรับในการเข้าเรียนแต่ยังมีติดเงื่อนไขบางส่วน เช่น การจ่ายเงินมัดจำ การส่งเอกสารภาษา เป็นต้น แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละที่

คำถามยอดนิยม และเกิดขึ้นกับนักเรียนส่วนใหญ่ จริง ๆ มหาลัยมีคอร์สภาษาให้เริ่มเรียนก่อน หรือที่เรียกว่า Pre-sessional English Programme ซึ่งเป็นคอร์สภาษาให้เรียนก่อนที่จะเริ่มเรียนคอร์สหลักต่อไป เพื่อเป็นการปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษแนะวิขาการ และเตรียมความพร้อมสู่สนามรบของจริงต่อไป ซึ่งคะแนนระดับไหนนั้น ก็สามารถปรึกษากับตัวแทนว่าคะแนนระดับไหนรับเท่าไหร่
อย่างไรก็ดี บางคณะ หรือ บาง มหาลัยก็ไม่มีเปิดสอน Pre-sessional English ก็ต้องดูเพิ่มเติมเงื่อนไขของแต่ละที่ด้วยอีกทีเช่นกัน เพื่อเตรียมความพร้อมต่อไป

นักเรียนที่เรียนภาษา Pre sessional English กับมหาลัย นั้น ๆ จะมีการสอบข้อสอบของมหาลัยนั้น ๆ โดยตรง และจำเป็นต้องสอบให้ผ่านตามเกณฑ์ของมหาลัย ดังนั้นการสอบไอเอลจึงไม่เข้าข่ายในเกณฑ์ของมหาลัย ง่ายๆ คือ ต้องสอบข้อสอบของมหาลัยนั้นให้ผ่าน

เป็นคำถามที่พบบ่อยว่า ใช้บริการเอเจ้นท์ตัวแทนไหนดี?

อันนี้ทางทีมงานตระหนักดีว่า หลาย ๆ คนมีความเห็นที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้รับมา หรือได้รับการแนะนำบอกต่อซึ่งส่วนใหญ่นักเรียนจะบอกต่อๆ กันมา ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของประสบการณ์แต่ละคน ในฐานะตัวแทนของมหาวิทยาลัย ทางทีมงาน The Lion Academy เชื่อมั่นว่าตัวแทนทุกที่ยินดีพร้อมที่จะให้บริการนักเรียนเป็นอย่างดี ขึ้นอยู่กับนักเรียนนั้นมีความคาดหวังบริการอย่างไรในแง่ของในการข้อมูลทางการศึกษาอย่างไรบ้าง  แล้วแต่ดุลยพินิจของนักเรียนในการเลือกตัวแทน คงไม่ต่างกับการเลือกสินค้าบริการ บางที่ขายของเหมือนกันแต่ผู้ชื้อถูกใจกับเทคนิคในการให้บริการของอีกสาขาหนึ่ง เพราะความเป็นกันเอง ความสบายใจในการซื้อ พนักงานให้การตอนรับอย่างอบอุ่น ยิ้มแย้มแจ่มใจ ติดตามลูกค้าเอาใจใส่  เป็นต้น ยกตัวอย่างจริง จากประสบการณ์เพื่อแบ่งบันความรู้ และประโยชน์ดี ๆ ให้นักเรียนได้ทราบถึงดังนี้

 

  1. หลักเกณฑ์ง่าย ๆ ที่นักเรียนควรทราบอันดับแรก การให้ข้อมูลการศึกษา ถือเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งทางด้านข้อมูล ข่าวสาร การแนะแนวที่เป็นประโยชน์  นักเรียนมีความรู้สึกอย่างไรเมื่อเข้ารับบริการ ได้รับข้อมูลที่เราอยากทราบมากน้อยอย่างไร รู้สึกประทับใจ มีการดูแลเอาใจใส่ ในเบื้องต้นอย่างไร การบริการนั้นตอบโจทย์ของเราได้ครบถ้วนมากน้อยแค่ไหน บางครั้งการบริการการเอาใจใส่ การให้ข้อมูลที่ครบถ้วนเชิงลึก ชอบพนักงานเจ้าหน้าที่มีความเป็นกันเองสนุกสนาน เฮฮา เข้าถึงง่าย หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส บางคนชอบการดูแลเป็นพิเศษ ความไว้ใจ หรือที่สำคัญ การแนะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ดีเข้าใจ วิเคราะห์อย่างถูกต้อง เช่น นักเรียนบางคนไม่มีไอเดียเลยจะเรียนที่ไหน อย่างไร เริ่มต้นอะไรบ้าง ตัวแทนเจ้าหน้าที่สามารถวิเคราะห์และให้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ถ้าหลายอย่างตอบโจทย์ของเราได้ส่วนใหญ่ หากใช่ก็สามารถเลือกใช้บริการของตัวแทนนั้น นั้นคือที่มาของการแนะนำบอกต่อๆ กันไป เพื่อใช้บริการของตัวแทนนั้น  ๆ ต่อไปนั้นเอง
  2. อีกประการของการใช้บริการตัวแทน ยกตัวอย่างเหตุการณ์จริง ซึ่งเกิดขึ้นบ่อย ๆ เหตุการณ์ที่นักเรียนอาจจะสมัครตรง เอง การติดต่อเองบางครั้งอาจจะล่าช้าไม่ทันกับช่วงเวลา ได้เอกสารจากมหาวิทยาลัยมาล่าช้า ด้วยสาเหตุหลายประการ แต่ที่พบเห็นบ่อย คือ ปัญหาเรื่องของการบริหารเวลานั้นเอง ว่าช่วงไหน เดือนไหน ควรทำอะไร ควรได้เอกสารตอบรับเมื่อไหร่ ควรจ่ายค่าเทอมเมื่อไหร่ เพื่อให้ตรงกับแผนการเรียน และวีซ่า  ซึ่งเจ้าหน้าที่จะวางแผนให้อย่างระบบ และปรับแผนให้ตรงกับนักเรียนแต่ละคน ซึ่งเรื่องของเวลาสำคัญมาก   นอกจากนั้น การทำวีซ่า ก็เป็นเรื่องจุกจิกที่ต้องอัฟเดทอยู่ตลอดเวลา ผู้ปกครองบางคนก็ไม่ได้ว่างแผนเรื่องการเงินให้ถูกต้องตามกำหนด ซึ่งอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า ใช้ได้แบบเดียวกับวีซ่าประเภทอื่น เหมือนที่เคยทำมา  แต่การทำวีซ่าประเภทนักเรียน มีความแตกต่างทางด้านกฎหมาย มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นไม่แปลกที่มีความผิดพลาดในการกรอกข้อมูลวีซ่าหรือโอกาศที่วีซ่าจะถูกปฏิเสธอาจจะมีสถิติเยอะกว่าการที่นักเรียนให้ตัวแทนในการช่วยตรวจสอบ ถึงแม้ว่าตัวแทนจะไม่มีอำนานในการตัดสินเรื่องวีซ่า แต่การช่วยเหลือเรื่องการจัดการเอกสารจะทำให้โอกาสเรื่องการถูกปฏิเสธมีน้อย หรือไม่มีเลย เนื่องจากเอกสารถูกเตรียมไว้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ณ เวลานั้น  โบราณว่าช่วยกันดู ช่วยกันทำยังดีกว่าอย่างน้อยมีคนตรวจสอบอีกสักสองตา ก็ช่วยเรื่องของเวลาและความสะดวกได้เยอะ

  3. อีกประเด็นที่อยากกล่าวถึงมาก คือ เอเจ้นท์ จะทราบว่าควรติดตามผลสมัครกับใครได้โดยตรง มหาลัยมีคณะหลากหลาย การเข้าถึงบุคคลของแต่ละคณะนั้นโดยตรง ถือเป็นการสื่อสารมีประสิทธิภาพที่ช่วยให้ใบสมัครมีความคืบหน้าไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว และบางกรณีก็มีการช่วยให้ใบสมัครของนักเรียนได้ผลไว้ขึ้นด้วยซ้ำ